พระพุทธชินราช
พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดของเมืองพิษณุโลก เพื่อให้เห็นว่าพระพุทธชินราชไม่ได้หล่อในสมัยศักราช ๑๕๐๐ จึงขอนำพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพในเรื่อง พระร่วง ว่าด้วยลักษณะพระพุทธชินราช ตอนหนึ่งว่า “เรื่องการสร้างพระชินสีห์ พระชินราชนั้น ในหนังสือพงศาวดารเหนือ ว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏกให้หาช่างที่มีฝีมือในเมืองต่างๆ มาประชุมช่วยกันปั้นหุ่น โดยประสงค์จะให้งานผิดกับพระพุทธรูปสามัญ เมื่อพิจารณาดูลักษณะ พระชินราช พระชินสีห์ ก็เห็นงานแปลกจริง แต่ผิดกับพระพุทธรูปอื่นในบางอย่างอันน่าพิศวง จะอ้างเป็นอุทาหรณ์ แต่ที่พระหัตถ์ ทั้งทางเมืองเหนือ และเมืองใต้ ทำปลายนิ้วพระหัตถ์เป็นหลั่นเหมือนนิ้วมือคนสามัญ แต่พระหัตถ์พระชินราชกับพระชินสีห์ ทำปลายนิ้วยาวเท่ากันหมดทั้ง ๔ นิ้ว ผิดกับพระพุทธรูปแบบเก่าเช่นนั้นสันนิษฐานว่าเป็นเพราะเมื่อพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏก (พระเจ้าลือไทย) จัดสร้างพระชินราชกับพระชินสีห์ ได้ค้นคำภีร์มหาปุริสลักษณะ บทพระบาลีว่า “ทีฆงคุลี” แปลว่า นิ้วพระหัตถ์ และนิ้วพระบาทยาวงาม นื้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ นิ้วพระบาททั้ง ๕ มีประมาณเสมอกัน ไม่เหลื่อมไม่ยาวไม่สั้นดังสามัญมนุษย์ มาแนะนำให้ช่างปั้นหุ่นทำปลายนิ้วพระหัตถ์ยาวเท่ากันทั้ง ๔ นิ้ว เห็นจะเป็นแรกมีเมื่อสร้างพระชินราช พระชินสีห์ แล้วจึงเลยเป็นแบบพระหัตถ์พระพุทธรูปที่สร้างกันชั้นหลังสืบมาจนทุกวันนี้ และยังมีลักษณะอื่น เช่น ทรวดทรงและชายจีวรยาวแบบลังกา เป็นต้น ซึ่งส่อให้เห็นว่า พระชินราชกับพระชินสีห์นั้น พระเจ้าลือไทย ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ.ในเรือน ๑๙๐๐ เป็นสมัยเมื่อ นับถือพระสงฆ์ลังกาวงศ์แล้ว มิใช่เจ้าเมืองเชียงแสนลงมาสร้างเมื่อ พ.ศ.๑๕๐๐ ดังกล่าวกันมาแต่ก่อน”
ขอเชิญพระราชนิพนธ์ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว มากล่าวไว้ในที่นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสรรเสริญไว้ว่า “ก็แหละ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา ๓ องค์นี้ เป็นพระพุทธปฏิมากรดีล้ำเลิศ ประกอบด้วย พุทธลักษณะอันประเสริฐ มีศิริอันเทพยดา หากอภิบาลรักษา ย่อมเป็นที่สักการะบูชานับถือมาแต่โบราณ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาที่ได้มีพระเดชานุภาพมโหฬารปรากฏในแผ่นดิน ก็ทรงนับถือคำสักการะบูชา มาหลายพระองค์” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรางสรรเสริญไว้ว่า “จะหาพระพุทธรูปองค์ใดงามเสมอพระพุทธชินราชไม่มีแล้ว ครั้งจะเชิญพระพุทธชินราชลงมา ก็เห็นว่าเป็นหลักเป็นศิริของเมืองพิษณุโลก ประดิษฐสถานอยู่ในเมืองนั้น ตั้งแต่สร้างเมืองมา” พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสรรเสริญไว้ว่า “ตั้งแต่ข้าพเจ้า ได้เห็นพระพุทธรูปมานักแล้ว ไม่เคยรู้สึกว่าดูปลื้มใจจำเริญตาเท่าพระพุทธชินราชเลย ที่ตั้งอยู่นั้นก็เหมาะนักหนา วิหารพอเหมาะกับพระ มีที่ดูได้ถนัด และพระองค์ก็ตั้งต่ำพอดูได้ตลอดองค์ ไม่ต้องเข้าไปดูจนจ่อเกินไป และไม่ต้องแหงนคอตั้งบ่า แลดูแต่พระนาสิกพระยิ่งพิศไปยิ่งรู้สึกยินดีว่าไม่เชิญลงมาเสียจากที่นั้น ถ้าพระพุทธชินราชยังอยู่ที่พิษณุโลก ตราบใดเมืองพิษณุโลกจะเป็นเมืองที่ควรไปเที่ยวอยู่ตราบนั้น ถึงเมืองพิษณุโลกจะไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเลย ขอให้มีแต่พระพุทธชินราชเหลืออยู่แล้ว ยังคงจะอวดได้อยู่เสมอว่ามีของควรดู ควรชมอย่างหนึ่ง ในเมืองเหนือ หรือจะว่าในเมืองไทยทั้งหมดก็ได้”
วัดศรีรัตนมหาธาตุ วัดนี้สร้างในปลายสุโขทัย เมื่อได้รับลัทธิลังกาวงศ์เข้ามานับถือปฏิบัติกันในประเทศไทย คือในสมัยพระเจ้าลิไทย (ต่อไปนี้เป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จ กรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพ) “พระปรางค์นั้นมีหนังสือพระราชพงศาวดารว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างสำเร็จฉลองพระศรีรัตนมหาธาตุเมื่อปีขาล พ.ศ.๒๐๒๕ เหตุใดจึงสร้างพระปรางค์ คิดดูก็เห็นได้ด้วยพระมหาธาตุที่กรุงศรีอยุธยา เป็นพระปรางค์พระมหาเจดีย์ที่วัดสำคัญอันมีในพระนครศรีอยุธยา ก็เป็นปรางค์ทั้งนั้น เมืองเหนือมีเป็นพระมหาธาตุ อยู่แต่ที่เมืองเชลียงเมืองเดียว เมื่อตั้งเมืองพิษณุโลกเป็นราชธานี จึงแปลงพระมหาเจดีย์เดิม เป็นพระปรางค์ ฉันได้ไปพิจารณาดูเห็นชัดว่าพระปรางค์นั้นสร้างครอบพระเจดีย์ของเดิมด้วยกินลานทักษิณออกมาหมด ฐานพระปรางค์เกือบจดฝาผนังวิหารทั้ง ๓ ด้านเหลือที่พอเป็นทางคนเดินเรียงตัวกันได้เท่านั้น”